[CR] ระยอง-กาญจนบุรี 4 วัน 3 คืน ประสาป้าสูงวัย :)

กระทู้รีวิว
สืบเนื่องมาจากที่มัวยุ่งๆกับภาระทางชีวิตอันหนักหนาสาหัสมานาน ถึงเวลาอันประจวบเหมาะของ 2 ป้า  อยากจะลองออกไปแตะขอบฟ้ากับเค้าบ้าง เรากับเพื่อนเลยชักชวนกันจัดทริปเล็กๆเพื่อเที่ยวและพักผ่อนแบบสบายๆตามประสาป้าสูงวัยอย่างพวกเราค่ะ จ.กาญจนบุรี เป็นคำตอบที่ลงตัวสำหรับพวกเราในครั้งนี้ เนื่องจากตัว จขกท ยังไม่เคยไปเที่ยวกาญจนบุรีอย่างจริงจัง การเดินทางครั้งนี้เลยตื่นเต้นเป็นพิเศษค่ะ  พวกเราตั้งใจเดินทางกันด้วยรถยนต์ส่วนตัวโดยที่เราเป็นคนขับในตลอดทริปนี้  


น้องเขี้ยวเงิน Yaris Eco Car ตัวน้อย เป็นเพื่อนคู่ใจของเราในทริปนี้ค่ะ

วันแรกพวกเราเดินทางจากระยองถึงกาญจนบุรีประมาณเที่ยงค่ะ มื้อเที่ยงเราไปทานอาหารกันที่ครัวลุงรัตน์ อาหารอร่อย จานใหญ่มาก ราคาสมเหตุผลค่ะ ถ้าใครไปแนะนำให้ลองไปดูนะคะ ไม่ผิดหวังค่ะ  เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปเลยค่ะเพราะหิวจัด หลังจากอิ่มหนำสำราญเบิกบานใจแล้ว เราก็เข้าไปที่ห้องพักก่อน เอาสัมภาระไปเก็บค่ะ

คืนแรกเราพักที่ทายันรีสอร์ทแอนด์สปาค่ะ เป็นแพริมน้ำบรรยากาศแม่น้ำแควค่ะ ห้องประมาณนี้ค่ะ  ราคาประมาณ 1,500 บ.ต่อคืน ค่ะ
หลังจากเอาสัมภาระไปเก็บที่พักเรียบร้อยแล้ว เตรียมเที่ยวต่อเลยค่ะ  สถานที่แรกที่เราปักหมุดกันไว้คือ ช่องเขาขาด ค่ะ เสียดายที่เรามัวไปแวะบ้านเพื่อน ไปถึงช่องเขาขาดช้าค่ะ อีก 20 นาทีพิพิธภัณฑ์ใกล้จะปิดแล้ว เราเลยอ่านประวัติต่างๆได้ไม่ละเอียดนัก พิพิธภัณฑ์จะปิด 4 โมงเย็นนะคะ เผื่อเวลาไว้สักหน่อยก็ดี จะได้ซึมซับบรรยากาศและประวัติต่างๆเกี่ยวกับที่นั่นได้ละเอียดขึ้นค่ะ


จุดชมวิวของพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด ของจริงสวยมากๆค่ะ


ทางเดินลงไปดูเส้นทางประวัติศาสตร์ ทางรถไฟช่องเขาขาด ค่ะ


มีเก้าอี้ให้นั่งพักด้วยเป็นระยะนะคะ


พอลงมาด้านล่างก็สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นๆ สดชื่นมาก มีแต่สีเขียวๆเต็มไปหมด


อุปกรณ์ที่เชลยศึกใช้ทำงานในสมัยนั้นค่ะ น่าเศร้านะคะทั้งที่สถานที่สวยงาม แต่ต้องมีผู้คนตายมากมายเพราะความโลภของมนุษย์


มีประวัติศาสตร์ต่างๆให้อ่านเป็นระยะค่ะ

ตลอดระยะทางจะมีดอกไม้สีแดงและไม้กางเขนติดไว้ตามจุดต่างๆตลอดเส้นทางเลยค่ะ เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่เชลยศึกผู้วายชนม์ทุกท่านค่ะ





อุปกรณ์ไว้สำหรับขนย้ายของที่ใช้ในยุคนั้นค่ะ

เราใช้เวลาอยู่ที่ช่องเขาขาดนานอยู่พอสมควรเลยค่ะ เพราะเส้นทางด้านล่างไม่ได้ปิด แต่ถ้ามืดก็อันตรายค่ะ เพราะไม่มีไฟเลย พอเราเดินซึมซับบรรยากาศจนเย็นแล้ว ป้าๆก็ชวนกันเดินกลับ เนื่องจากอากาศเริ่มเย็น ยุงเริ่มเยอะด้วยค่ะแอบกลัวไข้เลือดออก แหะๆ แล้วก็ถึงเวลาที่เรารอคอยค่ะ ทานข้าววว เราเลือกไปทานข้าวกันที่ร้านอาหารในโฮมพุเตยรีสอร์ทค่ะ บรรยากาศดีงามมากมายค่ะ มันได้ฟีลแบบสุดๆไปเลย


วิวแม่น้ำแควน้อย มองจากร้านอาหารในโฮมพุเตยรีสอร์ทค่ะ

อาหารมาแล้ววววว อาหารที่นี่รสชาติดีใช้ได้ค่ะ บรรยากาศดีงาม ราคาสูงพอควร แต่ก็ไม่ได้เวอร์วังอลังการมากมายจนจ่ายไม่ได้นะคะ อิอิ





แอบเก็บวิวดอกหญ้าข้างทางมาฝากกันอีกสักนิด อิอิ

หลังจากทานข้าวเสร็จก็เดินทางเข้าที่พัก อาบน้ำ นอนพักผ่อน เตรียมเดินทางไป อ.สังขละบุรี วันถัดไปค่ะ  
วันที่ 2 เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อทานอาหารเช้าของโรงแรม และ ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศบริเวณที่พักเล็กน้อยค่ะ


น้องเหมียวเจ้าบ้านค่ะ มาวนเวียนกับพวกเราตลอดเลยค่ะ น่ารักม๊ากมาก อยากเอาใส่กระเป๋าหิ้วกลับบ้านด้วยจังเลย ><


หน้าห้องพักมีแปลให้นอนพักผ่อนหย่อนใจด้วยค่ะ สบายอุราสุดๆไปเลย


วิวจากหน้าห้องพักของพวกเราค่ะ


ถึงเวลาอำลาแล้ว เจ้าเหมียว บ๊ายบายน้าาา

ถึงเวลาเดินทางต่อแล้วค่ะ เป้าหมายต่อไปของเราคือ อ.สังขละบุรี ขับยาวไปจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปถึงอ.สังขละบุรีราวๆ 200 กว่ากม.เลยค่ะ เหมือนข้ามจังหวัดกันเลยทีเดียว


ระหว่างทางก็ขอแอบจอดถ่ายรูปซักหน่อย แหะๆ

เส้นทางที่เราจะไปสังขละบุรี ต้องผ่านน้ำตกไทรโยคน้อย เราเลยแวะเที่ยวและถ่ายรูปกันอีกนิดหน่อยค่ะ ถึงน้ำตกไทรโยคน้อยแล้ว


หัวโบกี้รถไฟที่น้ำตกไทรโยคน้อย


น้ำตกไทรโยคน้อย น้ำไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็สวยดีนะคะ เย็นสดชื่นดีมาก

แวะพักที่น้ำตกไทรโยคน้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อแล้วค่ะ เราขับรถขึ้นไปที่สังขละบุรี เส้นทางค่อนข้างมีทางขึ้นเขาและมีทางโค้งอยู่ตลอดระยะทางค่ะ แต่ก็ไม่ได้สูงชันอะไรมาก ขับระวังๆ ก็ปลอดภัยไร้กังวลค่ะ ใช้เวลาสักพัก ในที่สุดพวกเราถึงที่พักคืนที่ 2 แล้ว Oh!Dee โฮสเทลคือที่พักของเราคืนนี้ค่ะ ราคาประมาณ 1500 บ.มีแอร์ ทีวี ไวไฟ ห้องน้ำรวมค่ะ บังเอิญพี่เค้าต้องพาน้องสองคนไปที่น้ำตกซองกาเรียอยู่แล้ว พวกเราเลยขอติดสอยห้อยตามไปด้วย ที่ๆพวกเราไปเป็นร้านส้มตำยื่นเข้าไปในน้ำค่ะ กินส้มตำไป เอาเท้าจุ่มน้ำตกเย็นๆไป สดชื่นมากเลยค่ะ  ได้เพื่อนใหม่เป็นรุ่นน้องด้วย คุยไปคุยมากลายเป็นรุ่นน้องลาดกระบังเหมือนกัน แต่แบบว่าพี่จบมา 10 กว่าปีแล้วค่ะ พูดไปก็เขิน 55555  คุยไปคุยมาสรุปได้ว่าตอนเย็นพวกเราจะไปสะพานมอญแล้วไปเดินชมวิวแถวนั้น เลยอาสาขับรถพาน้องๆไปด้วยกันเลยค่ะ  เรานัดกันตอนราวๆ 5 โมงเย็นค่ะ พร้อมแล้วก็ขับไปสะพานมอญกันเลยค่ะ ระยะจากที่พักราวๆ 2 กม.ค่ะ


วิวสะพานมอญยามเย็น ได้บรรยากาศไปอีกแบบนะคะ


พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้วค่า


บรรยากาศดีจัง รู้สึกชีวิตช้าลงที่นี่เลยค่ะ


ชีวิตยามค่ำคืน ณ สะพานมอญ

พวกเราเดินเล่นที่ตลาดที่นั่นจนมืด ตกลงกันว่าป้าๆจะไปหาอะไรทานที่ตลาดง่ายๆ  แล้วก็เข้าที่พัก นอนพักผ่อนค่ะ เพราะช่วงเช้าเราต้องเดินทางต่อไปอ.แก่งเสี้ยน เป็นจุดหมายต่อไปของเราค่ะ  พวกเราตื่นกันแต่เช้า เตรียมตัวออกเดินทางต่อค่ะ แต่ไหนๆอุตส่าห์ขับรถมาตั้งไกล เลยขอแวะไปวัดหลวงพ่ออุตมะก่อน เข้าไปกราบหลวงพ่อและเช่าบูชาสิ่งมงคลติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วยล่ะค่ะ


วัดหลวงพ่ออุตมะค่ะ

จากนั้นก็เดินทางต่อค่ะ กำลังจะออกจากตัวเมืองสังขละ สังเกตเห็นวัดนึงอยู่ข้างทาง ขอป้าแวะหน่อย เพราะสะดุดตากับศิลปะแปลกๆของพระพุทธรูปค่ะ พอลงมาแล้วถึงได้เห็นป้ายชื่อวัดว่า วัดสมเด็จ ค่ะ เสียดายที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีคนแวะเท่าไหร่ ทั้งที่ศิลปะน่าสนใจมากๆดูเก่าแก่โบราณและสวยงาม ถ้าปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้คงดีกับทางวัดไม่น้อยเลยนะคะ


เจดีย์ที่วัดสมเด็จค่ะ


พระพุทธรูปองค์ใหญ่มากๆค่ะ ถ่ายมาได้เท่านี้เอง


มองจากที่วัดนี้จะเห็นพระประธานองค์ใหญ่ด้วยค่ะ

พวกเราเดินทางจากตัวอ.สังขละบุรี ไปที่พักคืนสุดท้ายของเราอะ Heavenly Resort ราคาประมาณ 600 บ. เราไม่ได้ถ่ายที่พักมาเลยค่ะ เพราะเหนื่อยล้าจากการขับรถด้วยส่วนนึง ไปถึงก็แบบโยนๆของ นอนพักรอช่วงเย็นจะออกไปสะพานข้ามแม่น้ำแควกันค่ะ ถ่ายรูปอีกแล้วววว


ถึงที่หมายแล้วค่ะ สะพานข้ามแม่น้ำแคว มาเมืองกาญจนบุรีถ้าไม่มาที่นี่ก็เหมือนมาไม่ถึงนะคะ


อาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้า


นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศดีๆที่สะพานกันเต็มที่เลยค่ะ

หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรับลมเย็นๆจนพอใจกันแล้ว ถึงเวลาทานข้าวอีกแล้วค่ะ รอบนี้เราเลือกร้าน ครัวชุกโดน เป็นเป้าหมายต่อไปค่ะ อาหารอร่อย รสชาติดี ราคาไม่แพงค่ะ ไม่ได้ถ่ายรูปเลยค่ะเพราะหิว แหะๆ หลังจากทานข้าวเสร็จเรากลับไปที่พัก พักผ่อน เตรียมตัวเดินทางกลับระยองในวันพรุ่งนี้ค่ะ

วันสุดท้ายเราตื่นกันแต่เช้า เดินทางไปยังวัดถ้ำเสือที่เราปักหมุดเอาไว้ค่ะ เดินทางไม่นานก็ถึงวัดค่ะ


วัดถ้ำเสือค่ะ  พวกเราขึ้นบันไดไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุด้านบนด้วยค่ะ ป้านี่แทบจะเรียกได้ว่าในร่างมีกี่รูอยากจะเอาออกมาช่วยหายใจซะให้หมดเลย หอบเลยล่ะค่ะ ต้องยอมรับว่าแก่คงเวลานี้แล้วล่ะค่ะ 55555

หลังจากกราบพระเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินทางต่อไปยังต้นจามจุรียักษ์ค่ะ ได้ยินว่าร่มเงากินพื้นที่ถึง 1 ไร่เลยทีเดียวค่ะ จะพลาดได้ยังไงจริงมั้ยคะ?  เราก็เดินทางไปยังเป้าหมายเลยค่ะ


ต้นจามจุรียักษ์ สวยงามตามท้องเรื่องจริงๆค่ะ

ที่นี่คือสถานที่ปิดทริปของพวกเราค่ะ หลังจากนั้นก็เดินทางกลับระยองแวะซื้อเมล่อนกับฟักทองญี่ปุ่นที่ฟาร์มเจียไต๋กับวุ้นเส้นท่าเรือด้วย
ทริปนี้มีความสุขสนุกสนานมากๆเลยค่ะ ได้ถ่ายรูปอย่างที่ชอบด้วย ต้องขอบคุณกล้องที่ยืมพี่สาวมาด้วยล่ะค่ะ Oympus PEN Mini E-PM2 ผู้สนับสนุนภาพหลักอย่างเป็นทางการของทริปนี้เลยค่ะ จขกท ขี้เกียจแบกกล้องตัวเองไปน่ะค่ะหนัก ฮาๆ


ป้าขอจบกระทู้แต่เพียงเท่านี้ กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกในชีวิตของป้าเลยค่ะ ติดขัดอะไรยังไงขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยนะคะ  หวังว่าจะมีความสุขไปด้วยกันนะคะ ยิ้ม
ชื่อสินค้า:   ท่องเที่ยวไทย
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่